หากคุณหมอแจ้งคุณแม่ว่าลูกเป็น “โรคแพ้ถั่วปากอ้า” หรือ “จีซิกพีดี (G6PD)” อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ แม้โรคนี้จะเป็นโรคหายาก ถ่ายทอดผ่านพันธุกรรมที่มีโอกาสพบ 5-12% ของคนไทย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไรมากในยุคที่การแพทย์ทันสมัยขนาดนี้ เพียงแค่รู้จักว่า ผู้ป่วยโรค G6PD ควรระวังอะไรบ้าง ก็สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนได้อย่างปลอดภัย บทความนี้แม่ต้นหอมจะพาทุกท่านมารู้จักโรค G6PD คืออะไร? อย่างละเอียดกันค่ะ
โรค G6PD เป็นตลอดชีวิตไหม
โรค G6PD เป็นโรคทางพันธุกรรม ดังนั้นจึงเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โรค G6PD (Glucose-6-Phosphate Dehydrogenase) ไม่ได้เป็นโรคติดต่อแต่เป็นภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงเปราะบางได้มากกว่าคนปกติเมื่อถูกสารกระตุ้น นำไปสู่ภาวะโลหิตจางจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง (Hemolytic Anemia) และอาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะผลิตเม็ดเลือดแดงใหม่มาทดแทนไม่ทัน จากสิ่งกระตุ้นเช่น ยา อาหาร และการติดเชื้อ เด็กที่เป็น G6PD สามารถเติบโตและมีพัฒนาการได้เช่นเดียวกับเด็กปกติ เพียงแต่ต้องระมัดระวังอาหารและยาบางประเภทเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงวัยทารก
ทารกผู้หญิง VS ผู้ชาย พบว่าเพศใดเป็น G6PD มากกว่า
อีกหนึ่งประเด็นที่มักเข้าใจผิดคือภาวะนี้เกิดเฉพาะในเด็กผู้ชายเท่านั้น เพราะว่า G6PD เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศหญิง (X) ผู้ชายมีโครโมโซม XY ส่วนผู้หญิงเป็นโครโมโซม XX ดังนั้นส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นพาหะ และผู้ชายจะเป็น G6PD ทันทีเมื่อแม่เป็น G6PD
พันธุกรรมของ G6PD ถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X:
- ผู้ชาย (XY): มีโครโมโซม X เพียงแท่งเดียว หากได้รับยีนผิดปกติมาก็จะแสดงอาการทันที
- ผู้หญิง (XX): มีโครโมโซม X สองแท่ง หากผิดปกติเพียงแท่งเดียว อีกแท่งที่ปกติจะช่วยผลิตเอนไซม์ทดแทนได้ ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเป็นเพียง “พาหะ” (Carrier) ที่ไม่แสดงอาการ แต่สามารถส่งต่อยีนให้ลูกได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้หญิงได้รับยีนผิดปกติจากทั้งพ่อและแม่ (X ทั้งสองแท่งผิดปกติ) เธอก็จะเป็นโรค G6PD ได้เช่นกัน
ดังนั้น G6PD จึงเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ป้องกันได้เมื่อคู่แต่งงานตรวจร่างกายด้วยวิธีการตรวจเลือด และส่วนใหญ่แม่ที่ทราบอยู่แล้วว่า G6PD จะมีการวางแผนการมีบุตรจากคำปรึกษาของกุมารแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรม โดยคุณแม่ที่มีประวัติว่าเป็น G6PD ต้องแจ้งกับทางแพทย์เพิ่มเติมว่าขอตรวจภาวะนี้กับฝั่งคุณพ่อเพิ่ม ซึ่งมักเพิ่มเติมจากแพ็คเกตตรวจร่างกายผู้แต่งงานอยู่แล้ว
ผู้ป่วยโรค G6PD ห้ามกินอะไร? ควรระวังอะไรบ้าง

การดูแลทารกและผู้ป่วย G6PD หัวใจสำคัญคือการ “ป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดแตก” โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องจดบันทึกว่า ลูกไม่ควรกินอาหารต่อไปนี้
- ถั่วปากอ้า (Fava Beans): นี่คือศัตรูหมายเลขหนึ่ง สารในถั่วปากอ้ามีฤทธิ์ออกซิเดชันสูงมากที่สามารถทำให้เม็ดเลือดแดงแตกฉับพลันได้
- พืชตระกูลถั่วบางชนิด: แม้ถั่วอื่นๆ ส่วนใหญ่จะทานได้ แต่ควรสังเกตอาการ หรือหลีกเลี่ยงการทานในปริมาณที่มากเกินไป
- ไวน์แดงและบลูเบอร์รี่: ในบางรายอาจมีความไวต่อสารในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่บางชนิด (แต่ไม่รุนแรงเท่าถั่วปากอ้า)
นอกจากนี้ ไม่ควรใส่ “ลูกเหม็น” ในตู้เสื้อผ้าของลูก รวมถึงไม่ควรอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยภายในบ้านที่น้องๆ อาศัยอยู่ เพราะมีสารในลูกเหม็นที่กระตุ้นให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในเด็ก G6PD ได้

สัญญาณเตือนอันตรายทารกที่ป่วยเป็น G6PD เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล?
ในบางครั้ง “ไวรัส” หรือ “แบคทีเรีย” ที่ทำให้ลูกเป็นหวัดหรือท้องเสีย ก็สามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ ดังนั้นหากลูกมีไข้สูงร่วมกับตัวซีดหรือปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบแพทย์
- ปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำโค้กหรือน้ำปลาโซดา: เกิดจากฮีโมโกลบินจากเม็ดเลือดแดงที่แตกถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน): เห็นได้ชัดในตาขาว
- มีอาการซีด อ่อนเพลียอย่างรวดเร็ว
- หายใจหอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว
การดูแลเด็กทารกที่พบว่าเป็นโรค “G6PD“
ในประเทศไทย ทารกที่เกิดในโรงพยาบาลจะได้รับการเจาะเลือดที่ส้นเท้าเพื่อตรวจคัดกรองภาวะ G6PD เป็นมาตรฐาน หากพบว่าลูกเป็น คุณแม่จะได้รับ “บัตรประจำตัวผู้ป่วย G6PD” ซึ่งเปรียบเสมือนใบเบิกทางความปลอดภัย คุณควรพกบัตรนี้ไว้ในสมุดวัคซีนหรือกระเป๋าสตางค์เสมอ และยื่นให้คุณหมอหรือเภสัชกรดูทุกครั้งก่อนรับยา และที่สำคัญคือไม่ควรซื้อยาเองให้แก่น้องๆ ที่เป็น G6PD
กลุ่มยาคือสิ่งที่อันตรายที่สุดหากได้รับโดยไม่รู้ตัว ผู้ป่วยโรค G6PD ควรระวังยาเหล่านี้
- ยาลดไข้/แก้ปวด: แอสไพริน (Aspirin)
- ยาปฏิชีวนะ: กลุ่มซัลฟา (Sulfa drugs), คลอแรมเฟนิคอล
- ยารักษามาลาเรีย: ไพรมาควิน (Primaquine)
- ยารักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ: ไนโตรฟูรันโทอิน (Nitrofurantoin)
แม้ว่าภาวะ G6PD จะเป็นตลอดชีวิต แต่นี่ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่บั่นทอนอายุขัย หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่า G6PD คืออะไร และรู้ชัดว่า ผู้ป่วยโรค G6PD ควรระวังอะไรบ้าง ลูกของคุณก็จะปลอดภัยและเติบโตอย่างสมวัยค่ะ
บรรณานุกรม (References)
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. (2566). ภาวะพร่องเอนไซม์ จีซิกพีดี (G6PD Deficiency).สืบค้นจากเว็บไซต์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.
- สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย. (2565). แนวทางการดูแลผู้ป่วยภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD. กรุงเทพฯ.
- Mayo Clinic. (2024). G6PD deficiency: Causes, Symptoms, and Management. Retrieved from mayoclinic.org.
- World Health Organization (WHO). (2023). Glucose-6-phosphate dehydrogenase deficiency: Updated global prevalence and clinical impact.
- โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. (2567). โรคพร่องเอนไซม์ G6PD ในเด็ก: เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้. สืบค้นจาก bumrungrad.com.
คำค้นหา : ผู้ป่วยโรค G6PD ควรระวังอะไรบ้าง,G6PD คืออะไร ทารก, G6PD ผู้หญิง เป็น ได้ ไหม,โรค G6PD เป็นตลอดชีวิตไหม
Read More :





ใส่ความเห็น