การฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการท่องศัพท์หรือทำแบบฝึกหัดบนกระดาษเสมอไปค่ะ ปัจจุบันมี แอปพลิเคชันฝึกภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ที่ออกแบบให้การเรียนรู้เหมือนการเล่นเกม ผ่านเพลง นิทาน ภาพเคลื่อนไหว เกมคำศัพท์ แบบฝึกหัด Phonics รวมถึงกิจกรรมฝึกฟังและออกเสียง
สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยอนุบาล การเลือกแอปควรดูมากกว่าความสนุกค่ะ เพราะแต่ละแอปมีจุดเน้นแตกต่างกัน บางแอปเหมาะกับการเริ่มรู้จักคำศัพท์ บางแอปเน้น Phonics และการอ่าน ขณะที่บางแอปมีบทเรียนภาษาอังกฤษที่เป็นระบบมากขึ้น
บทความนี้รวม 10 แอปฝึกภาษาอังกฤษให้ลูก ที่น่าสนใจ พร้อมรายละเอียดว่าแต่ละแอปทำอะไรได้บ้าง และใช้ภาษาอะไรได้บ้างค่ะ
1. Lingokids

Lingokids เป็นแอปสำหรับเด็กเล็กที่ใช้แนวคิด Playlearning หรือการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยมีทั้งเกม เพลง วิดีโอ นิทาน และกิจกรรมแบบ Interactive
เนื้อหาครอบคลุมคำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์ สี อาหาร เสื้อผ้า ร่างกาย ครอบครัว ตัวเลข รวมถึงหัวข้อด้านวิทยาศาสตร์และทักษะชีวิตค่ะ
จุดเด่นคือเด็กสามารถเรียนรู้คำศัพท์ผ่านสถานการณ์และกิจกรรมหลายรูปแบบ ไม่ได้เน้นการท่องคำศัพท์เพียงอย่างเดียว
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 2–8 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
- ฝึกฟังและทำความเข้าใจ
- เรียนรู้ผ่านเพลงและวิดีโอ
- เล่นเกมภาษาอังกฤษ
- ฝึกคำศัพท์ตามหัวข้อ
- เรียนรู้เรื่องราวและทักษะชีวิต
ภาษา: เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ และระบบ/ทรัพยากรบางส่วนมีภาษาอื่นให้เลือก โดยขึ้นอยู่กับเวอร์ชันและประเทศค่ะ
2. Studycat English

Studycat เป็นแอปที่เน้นการเรียนภาษาอังกฤษผ่านเกม เพลง เรื่องราว และกิจกรรมแบบ Interactive โดยออกแบบมาสำหรับเด็กประมาณ 2–8 ปีค่ะ
เนื้อหาครอบคลุมทั้ง Vocabulary, Pronunciation, Listening, Speaking และ Handwriting และปัจจุบันมีฟีเจอร์ VoicePlay ที่ใช้เทคโนโลยีรู้จำเสียงเพื่อให้เด็กฝึกออกเสียงผ่านกิจกรรมได้ด้วยค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 2–8 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- ฝึกคำศัพท์
- ฝึกการออกเสียง
- ฝึกฟัง
- ฝึกพูด
- ฝึกเขียนตัวอักษร
- เรียนผ่านเกม เพลง และนิทาน
- ฝึกออกเสียงผ่านกิจกรรมรู้จำเสียง
ภาษา: มีแอปสำหรับเรียนหลายภาษา โดยในหลักสูตร English เนื้อหาการเรียนภาษาอังกฤษเป็นหลัก และมีทั้งสำเนียงอังกฤษและอเมริกันในเนื้อหาบางส่วนค่ะ
3. Duolingo ABC

Duolingo ABC เป็นแอปที่เน้นการวางพื้นฐาน การอ่านภาษาอังกฤษและ Phonics สำหรับเด็กเล็กค่ะ
เด็กสามารถเรียนรู้ตัวอักษร เสียงของตัวอักษร การสะกดคำ การลากเส้นเขียนตัวอักษร และการอ่านคำง่าย ๆ ผ่านกิจกรรมแบบสั้น ๆ
จึงเหมาะกับเด็กที่เริ่มรู้จักตัวอักษรภาษาอังกฤษและกำลังเตรียมเข้าสู่การอ่านค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 3–8 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนรู้ตัวอักษร A–Z
- ฝึก Phonics
- ฝึกจับคู่ตัวอักษรกับเสียง
- ฝึกสะกดคำ
- ฝึกอ่านคำศัพท์ง่าย ๆ
- ฝึกเขียนตัวอักษร
- เรียนเป็นบทสั้น ๆ ผ่านเกม
ภาษา: เนื้อหามุ่งสอนการอ่านภาษาอังกฤษ และไม่ได้ออกแบบเป็นแอปเรียนภาษาอังกฤษแบบหลายภาษาโดยตรงค่ะ
4. Khan Academy Kids

Khan Academy Kids เป็นแอปการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กที่ไม่ได้สอนเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่รวมทั้ง Early Literacy, Reading, Math, Science และ Social-Emotional Learning ไว้ด้วยกันค่ะ
จึงเหมาะกับผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกฝึกภาษาอังกฤษควบคู่กับทักษะพื้นฐานอื่น ๆ
แอปมีการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เกม นิทาน และแบบฝึกหัดที่เหมาะกับช่วงวัย และมีจุดเด่นอีกอย่างคือให้บริการฟรีค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 2–8 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- ฝึกตัวอักษร
- ฝึกอ่าน
- ฝึกคำศัพท์
- ฝึกคณิตศาสตร์
- ฝึกทักษะการคิด
- เรียนรู้ผ่านนิทาน
- ฝึกทักษะทางอารมณ์และสังคม
ภาษา: ภาษาอังกฤษและภาษาสเปน โดย Khan Academy ระบุว่าระบบสำหรับห้องเรียนมีการออกแบบแบบ Bilingual English/Spanish ค่ะ
5. LearnEnglish Kids: Playtime

LearnEnglish Kids: Playtime เป็นแอปจาก British Council ที่ออกแบบสำหรับเด็กอายุประมาณ 6–11 ปีค่ะ
เนื้อหาหลักใช้เพลงและเรื่องราวแบบ Animation เพื่อให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีเกมและกิจกรรมที่ช่วยฝึก Reading, Listening, Speaking และ Grammar
จุดเด่นคือเป็นแหล่งเรียนรู้จากองค์กรด้านการศึกษาภาษาอังกฤษโดยตรง จึงเหมาะสำหรับเด็กวัยประถมที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เหมาะสำหรับ: เด็ก 6–11 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- ดูเพลงภาษาอังกฤษ
- ฟังนิทาน
- ฝึกฟัง
- ฝึกอ่าน
- ฝึกพูด
- ฝึก Grammar
- เล่นเกมภาษาอังกฤษ
ภาษา: เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
6. ABCmouse

ABCmouse เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีลักษณะคล้ายห้องเรียนออนไลน์ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่รวมการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และกิจกรรมอื่น ๆ เข้าด้วยกัน
สำหรับเด็กที่กำลังฝึกภาษาอังกฤษ จุดที่น่าสนใจคือมีบทเรียนด้าน Reading, Phonics, Vocabulary และ Early Literacy ซึ่งสามารถเรียนตามลำดับได้ค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 2–8 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- ฝึกตัวอักษร
- ฝึก Phonics
- ฝึกอ่าน
- เรียนรู้คำศัพท์
- ฟังเพลงและนิทาน
- ฝึกคณิตศาสตร์
- เรียนรู้วิทยาศาสตร์และศิลปะ
ภาษา: เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ และออกแบบโดยเน้นเด็กที่เรียนตามหลักสูตรภาษาอังกฤษค่ะ
7. Novakid

Novakid แตกต่างจากแอปที่ให้เด็กเรียนด้วยตัวเอง เพราะเน้นการเรียนภาษาอังกฤษแบบมีครู โดยเป็นบทเรียนออนไลน์สำหรับเด็ก และสามารถเรียนกับครูผ่านระบบออนไลน์ได้ค่ะ
จุดเด่นจึงอยู่ที่ การสื่อสารจริงกับครู มากกว่าการเล่นเกมหรือฝึกคำศัพท์เพียงอย่างเดียว
เหมาะสำหรับ: เด็กประมาณ 4–12 ปี
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนภาษาอังกฤษกับครู
- ฝึกสนทนา
- ฝึกฟัง
- ฝึกพูด
- เรียนคำศัพท์
- ฝึก Grammar
- เรียนผ่านกิจกรรม Interactive
ภาษา: ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียน โดยแพลตฟอร์มรองรับผู้เรียนจากหลายประเทศ และการสอนเน้นการสื่อสารภาษาอังกฤษค่ะ
8. Duolingo

แม้ Duolingo จะไม่ได้ออกแบบเฉพาะเด็กเล็กเหมือน Duolingo ABC แต่สำหรับเด็กโตหรือวัยที่อ่านหนังสือได้แล้ว ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือฝึกภาษาแบบเกมได้ค่ะ
รูปแบบการเรียนแบ่งเป็นบทสั้น ๆ มีการฝึกคำศัพท์ การฟัง การอ่าน และประโยค พร้อมระบบคะแนนและความต่อเนื่องในการเรียน
เหมาะสำหรับ: เด็กโตที่อ่านภาษาอังกฤษได้แล้ว โดยควรเลือกเนื้อหาให้เหมาะกับวัย
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนคำศัพท์
- ฝึกอ่าน
- ฝึกฟัง
- ฝึกประโยค
- ฝึก Grammar
- ทำแบบฝึกหัดเป็นบทสั้น ๆ
- เรียนหลายภาษา
ภาษา: รองรับการเรียนหลายภาษา โดยภาษาเริ่มต้นที่ใช้ในการเรียนจะขึ้นอยู่กับคอร์สที่เลือกค่ะ
สำหรับเด็กเล็กที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้ Duolingo ABC จะตรงกับช่วงวัยมากกว่า Duolingo รุ่นทั่วไปค่ะ
9. Khan Academy

นอกจาก Khan Academy Kids แล้ว Khan Academy รุ่นหลักยังมีบทเรียนจำนวนมากในรูปแบบออนไลน์ เหมาะกับเด็กโตขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนวิชาอื่น ๆ
จุดน่าสนใจคือเด็กไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษแบบคำศัพท์อย่างเดียว แต่สามารถพบภาษาอังกฤษผ่านบทเรียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิชาอื่น ๆ ได้ด้วยค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กโตและนักเรียนที่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนคณิตศาสตร์
- วิทยาศาสตร์
- Computer Science
- ฝึกอ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษ
- เรียนผ่านวิดีโอ
- ทำแบบฝึกหัด
- ติดตามความก้าวหน้า
ภาษา: มีเนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ และบางหลักสูตร/เนื้อหามีภาษาอื่นให้เลือกค่ะ
10. Muzzy BBC

Muzzy BBC เป็นหลักสูตรเรียนภาษาสำหรับเด็กที่ใช้เรื่องราว ตัวละคร เพลง และวิดีโอเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
จุดเด่นคือการนำภาษาไปใส่ไว้ในสถานการณ์และเรื่องราว ทำให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์และประโยคจากบริบท แทนการจำคำศัพท์เป็นรายการ ๆ ค่ะ
เหมาะสำหรับ: เด็กก่อนวัยเรียนจนถึงเด็กประถม
ทำอะไรได้บ้าง
- เรียนคำศัพท์
- เรียนประโยค
- ดูเรื่องราว
- ฟังภาษา
- เรียนผ่านเพลง
- ฝึกภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ
ภาษา: รองรับหลายภาษา โดยสามารถเลือกภาษาที่ต้องการเรียนตามหลักสูตรที่มีให้บริการค่ะ
ตารางเปรียบเทียบ 10 แอปฝึกภาษาอังกฤษให้ลูก
| แอป | จุดเด่น | เหมาะกับ | ภาษา |
|---|---|---|---|
| Lingokids | เกม เพลง วิดีโอ คำศัพท์ | 2–8 ปี | อังกฤษ + ภาษาอื่นในบางส่วน |
| Studycat English | เกม คำศัพท์ ออกเสียง | 2–8 ปี | หลายภาษา |
| Duolingo ABC | Phonics และการอ่าน | 3–8 ปี | อังกฤษเป็นหลัก |
| Khan Academy Kids | ภาษา + คณิต + ทักษะรอบด้าน | 2–8 ปี | อังกฤษ / สเปน |
| LearnEnglish Kids | เพลง นิทาน Grammar | 6–11 ปี | อังกฤษ |
| ABCmouse | หลักสูตรออนไลน์ครบด้าน | 2–8 ปี | อังกฤษ |
| Novakid | เรียนกับครูออนไลน์ | 4–12 ปี | อังกฤษ |
| Duolingo | เรียนแบบเกม หลายภาษา | เด็กโต | หลายภาษา |
| Khan Academy | เรียนวิชาต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ | เด็กโต | อังกฤษ + บางภาษา |
| Muzzy BBC | นิทาน เพลง และเรื่องราว | เด็กเล็ก–ประถม | หลายภาษา |
เลือกแอปฝึกภาษาอังกฤษให้ลูกอย่างไร?
การเลือกแอปให้เหมาะกับลูกควรเริ่มจาก อายุและเป้าหมายการเรียน ค่ะ เพราะแอปแต่ละประเภทเหมาะกับทักษะไม่เหมือนกัน
ถ้าลูกอายุประมาณ 2–4 ปี และเพิ่งเริ่มสัมผัสภาษาอังกฤษ อาจเลือกแอปที่ใช้เพลง เกม และภาพ เช่น Lingokids, Studycat หรือ Khan Academy Kids
ถ้าลูกเริ่มรู้จักตัวอักษรและต้องการฝึกอ่าน Duolingo ABC จะเน้นด้าน Phonics และ Early Literacy มากกว่า
หากต้องการให้ลูก ฝึกพูดกับคนจริง การเรียนแบบมีครู เช่น Novakid จะมีรูปแบบแตกต่างจากแอปที่ให้เด็กเรียนด้วยตัวเองค่ะ
ส่วนเด็กประถมที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อเรียนวิชาอื่น ๆ อาจใช้ Khan Academy หรือแหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษจาก British Council ควบคู่กันได้
แอปฝึกภาษาอังกฤษให้ลูก ควรใช้วันละกี่นาที?
ไม่จำเป็นต้องให้ลูกใช้แอปเป็นเวลานานค่ะ สิ่งสำคัญกว่าคือ ความสม่ำเสมอและการเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับวัย
สำหรับเด็กเล็ก ผู้ปกครองอาจเริ่มจากช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วดูว่าลูกยังสนุกและมีสมาธิหรือไม่ จากนั้นสามารถต่อยอดด้วยกิจกรรมนอกหน้าจอ เช่น อ่านนิทานภาษาอังกฤษ ร้องเพลงภาษาอังกฤษ เล่นเกมคำศัพท์ หรือพูดประโยคง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
วิธีนี้ช่วยให้เด็กไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเฉพาะตอนเปิดแอป แต่เริ่มเชื่อมโยงภาษาเข้ากับชีวิตประจำวันค่ะ
ใช้แอปอย่างเดียว ลูกจะพูดภาษาอังกฤษได้ไหม?
แอปช่วยสร้างพื้นฐานได้ดี แต่ ไม่ควรใช้แทนการสื่อสารจริงทั้งหมด ค่ะ
เด็กที่ต้องการพัฒนาการพูดควรมีโอกาสฟังและพูดกับคนอื่นด้วย เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อน หรือผู้สอนภาษาอังกฤษ เพราะการเรียนผ่านแอปบางประเภทอาจเน้นคำศัพท์ การอ่าน หรือการฟังมากกว่าการสนทนาแบบสองทาง
ดังนั้น หากเป้าหมายคือให้ลูก “พูดภาษาอังกฤษได้” ควรเลือกกิจกรรมที่มีการฝึก Speaking เพิ่มเติมด้วยค่ะ
สรุป 10 แอปพลิเคชันฝึกภาษาอังกฤษให้ลูก
ปัจจุบันมีแอปฝึกภาษาอังกฤษสำหรับเด็กให้เลือกหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Lingokids และ Studycat ที่เน้นเรียนผ่านเกม ไปจนถึง Duolingo ABC ที่เน้น Phonics และการอ่าน, Khan Academy Kids ที่รวมภาษาเข้ากับการเรียนรู้รอบด้าน และ LearnEnglish Kids ของ British Council ที่ใช้เพลง นิทาน เกม และกิจกรรมภาษาอังกฤษสำหรับเด็กวัยประถมค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกแอปที่มีฟีเจอร์มากที่สุด แต่คือการเลือกให้ตรงกับ อายุ ระดับภาษา และเป้าหมายของลูก หากลูกเพิ่งเริ่มเรียน ควรเริ่มจากคำศัพท์และการฟังอย่างสนุกสนาน ก่อนค่อยเพิ่ม Phonics การอ่าน การพูด และการสนทนาเมื่อพร้อมค่ะ







ใส่ความเห็น