ประวัติกีฬาตะกร้อ พร้อมกติกา 18 ข้อ สำหรับทำรายงานส่งคุณครูวิชาพลศึกษา (ประถม-มัธยม)

หนึ่งในเนื้อหาวิชาพลศึกษา เด็กๆ ประถม-มัธยมจะต้องทำรายการประวัติกีฬาตะกร้อ หรือชื่อเต็มคือ เซปักตะกร้อ (Sepak Takraw) ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานวัฒนธรรมเกมกีฬาพื้นบ้านอันมีต้นกำเนิดในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก มีบรรจุอยู่ในกีฬาระดับชาติ บทความนี้ Shop-dek.com พาคุณมาดูประวัติเซปักตะกร้อพร้อมกติกาทั้งหมดที่เพียงพอกับการทำรายงานส่งคุณครู

ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อ ความเป็นมา กติกา และความสำคัญในกีฬาระดับนานาชาติ

เซปักตะกร้อ (Sepak Takraw) เป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมอันยาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นกีฬาระดับนานาชาติที่มีการแข่งขันอย่างเป็นระบบในปัจจุบัน ลักษณะเด่นของกีฬาชนิดนี้คือการใช้เท้า ศีรษะ เข่า อก และไหล่ในการเล่น โดยห้ามใช้มือหรือแขนสัมผัสลูกบอล ทำให้เซปักตะกร้อเป็นกีฬาที่ผสมผสานทักษะด้านความคล่องตัว ความแข็งแรง และศิลปะการเคลื่อนไหวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ปัจจุบันกีฬาเซปักตะกร้ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ International Sepaktakraw Federation หรือ ISTAF ซึ่งเป็นองค์กรกีฬาระดับโลกที่มีหน้าที่กำหนดกติกา มาตรฐานอุปกรณ์ และจัดการแข่งขันระดับนานาชาติอย่าง FIFA

ประวัติกีฬาตะกร้อในเอเชียอุษาคเนย์

ที่มาของตะกร้อนั้นมีการถกเถียงกันในหลายประเทศ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่ากีฬานี้มีรากฐานยาวนานกว่า 500 ปี มีหลักฐานว่าประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างมีรูปแบบการเล่นที่คล้ายคลึงกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อความสนุกสนาน การออกกำลังกาย และการฝึกความคล่องแคล่วของร่างกาย กีฬาชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น

  • มาเลเซีย: ปรากฏหลักฐานใน “พงศาวดารมลายู” (Malay Annals) เกี่ยวกับการเล่นตะกร้อในสมัยสุลต่านแห่งมะละกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยเรียกกีฬาชนิดนี้ว่า เซปักรากา (Sepak Raga)
  • ไทย: มีหลักฐานย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้น โดยปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระแก้ว (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ซึ่งแสดงภาพหนุมานเล่นตะกร้อร่วมกับกองทัพลิง
  • อินโดนีเซีย เรียกกีฬาชนิดนี้ว่า ราโก (Rago)
  • ฟิลิปปินส์ เรียกกีฬาชนิดนี้ว่า ซีปา (Sipa)
  • ลาว เรียกกีฬาชนิดนี้ว่า กะต้อ หรือ ละตาว (Kator/Lataw)
  • เมียนมา เรียกกีฬาชนิดนี้ว่า ชินลง (Chinlone)
  • เวียดนาม เรียกกีฬาชนิดนี้ว่าก่าเมย์ (Cầu Mây)
  • การกำเนิดชื่อ “เซปักตะกร้อ”: ในอดีตมีการเรียกชื่อต่างกัน (ไทยเรียก ตะกร้อ, มาเลเซียเรียก Sepak Raga) จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1960 ได้มีการก่อตั้งสมาพันธ์ตะกร้อเอเชีย และตกลงใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Sepak Takraw”
    • Sepak (ภาษามลายู) แปลว่า เตะ
    • Takraw (ภาษาไทย) แปลว่า ลูกบอลสาน

ประวัติตะกร้อในประเทศไทย

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์การเล่นตะกร้อยาวนานที่สุด โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยอยุธยา

มีบันทึกของมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่กล่าวถึงชาวสยามนิยมเล่นตะกร้อเพื่อความบันเทิงและการออกกำลังกาย แสดงให้เห็นว่าตะกร้อเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในสังคมไทยมานานหลายศตวรรษ

สมัยธนบุรี

หลักฐานจากนักเดินทางชาวยุโรประบุว่าชาวสยามยังคงนิยมเล่นตะกร้อในเวลาว่างเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย

สมัยรัตนโกสินทร์

ในสมัยรัตนโกสินทร์ การเล่นตะกร้อแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในงานเทศกาลและงานวัดต่าง ๆ เช่น

  • วัดสระเกศ
  • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ตะกร้อเป็นการเล่นพื้นบ้านที่พบเห็นทั่วไปในยุครัตนโกสินทร์ อันเห็นได้จากนิราศของสุนทรภู่ กล่าวว่า

“บัดนั้น
เสนากิดาหยันน้อยใหย่
บรรดาที่ตามเสด็จไป
อยู่ในหน้าวิหารลานวัด

บ้างตั้งวงลงเตะตะกร้อเล่น
พลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันสันทัด
บ้างถนัดเข่าเดาะเป็นน่าดู”

ต่อมาได้มีการจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการโดยสมาคมกีฬาในประเทศไทย และเริ่มมีการกำหนดกติกามาตรฐานสำหรับการแข่งขันระดับประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1988 ได้มีการก่อตั้ง International Sepaktakraw Federation ขึ้น เพื่อเป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬาเซปักตะกร้อทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากองค์กรกีฬาในระดับนานาชาติในเวลาต่อมา

ลูกตะกร้อสมัยดั้งเดิม

ลูกตะกร้อมี 3 ขนาด น้ำหนักลูกตะกร้อทั้ง 3 ขนาด หนักระหว่าง 2 ถึง 4 บาท หวายระหว่าง 4 ถึง 10 เส้น (กรมพลศึกษา กระทรวงธรรมการ, 2482)

  • ก. ขนาดเล็ก วัดโดยรอบยาวประมาณ 33 เซนติเมตร
  • ข. ขนาดกลาง วัดโดยรอบยาวประมาณ 36 เซนติเมตร
  • ค. ขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาวประมาณ 38 เซนติเมตร

เดิมลูกตะกร้อผลิตจากหวายสาน มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นสูง ลูกตะกร้อจะต้องสานด้วยหวายชนิด 6 เส้นขึ้น ไป เป็นรูปทรงกลมขนาดโตวัดโดยรอบไม่น้อย กว่า 16 นิ้ว และไม่เกิน 17 นิ้ว น้ำหนักเมื่อเริ่มแข่งขันไม่เบากว่า 300 กรัม และไม่หนักกว่า 400 กรัม ในการแข่งขันทุกครั้งให้ใช้ลูกของกรรมการที่สนามจัดไว้ (อ้างอิง : ชุมนุมตะกร้อ สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2507, 12)

ลูกตะกร้อสังเคราะห์

ลูกตะกร้อสมัยใหม่ หรือลูกตะกร้อสังเคราะห์จะต้องมีลักษณะเป็นลูกทรงกลม ทำด้วยใยสังเคราะห์ถักสานเป็นชั้นเดียว อาจมีสีเดียวหรือหลายสีหรือใช้ สีสะท้อนแสงก็ได้ แต่จะต้องไม่เป็นสีที่ทำให้ขีดความสามารถของผู้เล่นลดลง ลูกตะกร้ออาจทำด้วยยางสังเคราะห์หรือเคลือบด้วยวัสดุนุ่มที่มีความคงทน เพื่อให้มีความอ่อนนุ่มต่อการกระทบกับร่างกายของผู้เล่น ลักษณะของวัสดุและวิธีการผลิตลูกตะกร้อหรือการเคลือบลูกตะกร้อด้วยยางหรือวัสดุที่อ่อนนุ่มต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ก่อนใช้ในการแข่งขัน

ในปี ค.ศ. 1982–1990 มีการเปลี่ยนมาใช้ลูกตะกร้อพลาสติกสังเคราะห์ในการแข่งขันระดับนานาชาติ เนื่องจากมีความทนทาน คงรูปได้ดี และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

การเปลี่ยนวัสดุทำตะกร้อจากหวายมาเป็นใยสังเคราะห์ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2526-2533 โดยเริ่มจากบริษัทมาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด (ซึ่งก่อนหน้านั้นชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.วิจิตรศิลป ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายเน็คไท) เริ่มคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตตะกร้อพลาสติกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนกระทั่งเริ่มออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2528 โดยผู้บริหารของมาราธอนระบุถึงเหตุผลที่พยายามจะผลิตตะกร้อพลาสติกไว้ว่า

“หลังจากที่เราศึกษาถึงข้อดีของตะกร้อพลาสติกว่ามี หลายอย่าง เช่น ตกน้ำไม่เป็นไร น้ำหนักเท่ากันทุกลูก ไม่ต้องนวดน้ำมัน และไม่แข็ง ไม่เหมือนหวายทำให้เกิดจุดขายของตัวนี้ขึ้นมา ซึ่งในทางการตลาด ถ้าเราสามารถทำผลิตภัณฑ์ที่ลบจุดเสียพวกนี้ได ก็ถือว่าน่าจะเป็นสินค้าที่มีอนาคตดี เราจึงมาคุย กับทางผู้ฉีดพลาสติกแล้วเอาสายไฟมาถักเหมือนหวาย ปรากฏว่าไม่เด้ง เราจึงเอาเคิร์ฟสก็อตเทป
มาพันตะกร้อหวายแล้วตัดออกมาเป็นแพเพื่อดูว่าเคิร์ฟมันวิ่งยังไง ดังนั้นเราจึงฉีดพลาสติกให้เลียน
แบบเคิร์ฟของแพหวายแล้วประกอบออกมาโดยมี 2 แถบริมกับ 1 แถบกลาง (ก่อเกียรติ ดวงมณี, 2534:104-6)

โดยใน ปี 2531 สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยได้รับรอง การใช้ตะกร้อพลาสติกในการแข่งขัน และปี 2532 มีการเซ็นสัญญากับการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ ตะกร้อพลาสติกของบริษัทมาราธอน ในการแข่งขัน กีฬาเยาวชนแห่งชาติ

เพื่อความเข้าใจกีฬาเซปักตะกร้อมากขึ้น น้องๆ สามารถดูรายละเอียดกติกาเซปักตะกร้อเพิ่มเติมได้จาก Youtube ช่อง ALTV4 ด้านล่างนี้ เพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมค่ะ

กติกาตะกร้อ 18 ข้อ สรุปตามมาตรฐาน ISTAF (ISTAF Standard)

กติกาเซปักตะกร้อ 18 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่สนามแข่งขัน อุปกรณ์ ผู้เล่น วิธีการเล่น การนับคะแนน การเปลี่ยนตัว การขอเวลานอก ไปจนถึงระเบียบวินัยและบทลงโทษ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ได้แก่

1. สนามแข่งขัน (The Court)

สนามมีขนาด 13.40 × 6.10 เมตร ประกอบด้วยเส้นข้าง เส้นหลัง เส้นกลางสนาม เส้นครึ่งวงกลม และวงกลมเสิร์ฟ โดยเส้นสนามกว้าง 4 เซนติเมตร

สนามแข่งขัน (The Court) เซปักตะกร้อ

2. เสา (The Post)

เสาต้องตั้งอยู่บนแนวเส้นกลางสนาม ห่างจากเส้นข้างด้านละ 30 เซนติเมตร ความสูงมาตรฐานชาย 1.55 เมตร และหญิง 1.45 เมตร

3. ตาข่าย (The Net)

ตาข่ายกว้าง 70 เซนติเมตร ยาวไม่น้อยกว่า 6.10 เมตร ทำจากเชือกหรือไนลอนที่แข็งแรง

4. ลูกตะกร้อ (The Sepaktakraw Ball)

ลูกตะกร้อมี 12 รู และจุดตัดไขว้ 20 จุด ประเภทชายน้ำหนัก 170–180 กรัม และประเภทหญิงน้ำหนัก 150–160 กรัม

5. ผู้เล่น (The Players)

แต่ละทีมมีผู้เล่น 3 คน ได้แก่ หน้าซ้าย หน้าขวา และเตกอง (ผู้เสิร์ฟ) พร้อมผู้เล่นสำรองตามประเภทการแข่งขัน

6. เครื่องแต่งกายของผู้เล่น (Player’s Attire)

ผู้เล่นต้องสวมเสื้อ กางเกงขาสั้น ถุงเท้า และรองเท้ากีฬา ทั้งสองทีมต้องใช้ชุดสีแตกต่างกันและมีหมายเลขประจำตัว

7. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น (Substitution)

สามารถเปลี่ยนตัวได้ในขณะที่ลูกตะกร้อไม่อยู่ในการเล่น โดยต้องแจ้งกรรมการก่อน

8. การเสี่ยงทายและการอบอุ่นร่างกาย (The Toss of Coin and Warm-Up)

ใช้การโยนเหรียญเพื่อเลือกสิทธิ์เสิร์ฟหรือเลือกแดน และอนุญาตให้อบอุ่นร่างกายก่อนการแข่งขัน

9. ตำแหน่งของผู้เล่นระหว่างส่งลูก (Position of Players During Service)

เตกองต้องยืนในวงกลมเสิร์ฟ ส่วนผู้เล่นหน้าทั้งสองคนต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด

10. การเริ่มเล่นและการส่งลูก (The Start of Play and Service)

การแข่งขันเริ่มจากการเสิร์ฟลูกข้ามตาข่าย และหลังจากเตะเสิร์ฟแล้วผู้เล่นทุกคนจึงเคลื่อนที่ได้

11. การผิดกติกา (Faults)

ห้ามใช้มือหรือแขนสัมผัสลูก ห้ามรบกวนคู่แข่งขัน และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการเสิร์ฟอย่างถูกต้อง

12. การนับคะแนน (Scoring System)

ทีมจะได้คะแนนเมื่อคู่แข่งขันทำผิดกติกาหรือไม่สามารถส่งลูกกลับข้ามตาข่ายได้ตามกติกา

13. การขอเวลานอก (Time-Out)

ผู้จัดการทีมหรือผู้ฝึกสอนสามารถขอเวลานอกได้ในช่วงที่ลูกไม่อยู่ในการเล่น

14. การหยุดการแข่งขันชั่วคราว (Temporary Suspension of Play)

กรรมการสามารถสั่งหยุดการแข่งขันชั่วคราวได้ในกรณีผู้เล่นบาดเจ็บหรือมีเหตุจำเป็น

15. วินัยและมารยาทในการแข่งขัน (Discipline)

ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ทีมต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีน้ำใจนักกีฬา และเคารพการตัดสินของกรรมการ

16. การลงโทษ (Penalty)

บทลงโทษประกอบด้วย การตักเตือน ใบเหลือง ใบแดง การพักการแข่งขัน หรือการตัดสิทธิ์

17. ความผิดของเจ้าหน้าที่ทีม (Misconduct of Team Officials)

หากผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอน หรือเจ้าหน้าที่ทีมประพฤติตนไม่เหมาะสม อาจถูกเชิญออกจากสนามและถูกลงโทษทางวินัย

18. บททั่วไป (General)

กรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกติกา ให้ถือคำวินิจฉัยของกรรมการผู้ตัดสินเป็นที่สุด

ตามข้อกำหนดของ สหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) กติกาที่สำคัญมีดังนี้:

ผู้เล่นและทีม (The Regu)

  • ประเภททีมชุด (Regu): ประกอบด้วยผู้เล่น 3 คน ได้แก่
    1. ตัวเสิร์ฟ (Teckong): ยืนในวงกลมเสิร์ฟ เป็นคนส่งลูก
    2. ตัวชง (Feeder): ผู้เล่นหน้าซ้ายหรือขวา มีหน้าที่ตั้งลูก
    3. ตัวฟาด (Striker): ผู้เล่นหน้าที่มีหน้าที่ทำแต้มด้วยการฟาด

การนับคะแนน (Scoring System)

  • ระบบคะแนนปัจจุบัน (อัปเดต): แข่งขันกัน 2 ใน 3 เซต
  • ในแต่ละเซต ใครทำได้ 21 คะแนน ก่อนจะเป็นผู้ชนะ (ถ้าเสมอ 20-20 ต้องดิวซ์จนกว่าจะห่าง 2 แต้ม หรือสูงสุดไม่เกิน 25 คะแนน)
  • ทีมเสิร์ฟจะได้เสิร์ฟคนละ 3 ลูกติดต่อกัน แล้วจึงเปลี่ยนฝั่งเสิร์ฟ (ไม่ว่าใครจะทำแต้มได้ก็ตาม)

กฎที่สำคัญระหว่างเล่น

  • ผู้เล่นสามารถใช้ทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นแขนและมือ ในการเล่นลูก
  • แต่ละทีมสัมผัสลูกได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ก่อนส่งข้ามตาข่าย
  • ตัวเสิร์ฟห้ามยกเท้าหลักออกจากวงกลมในขณะทำการเสิร์ฟ

ขนาดสนามและอุปกรณ์มาตรฐานของกีฬาเซปักตะกร้อ

ขนาดสนามและอุปกรณ์มาตรฐานของกีฬาเซปักตะกร้อ

รูปแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่เป็นการเล่นเป็นวงกลม โดยผู้เล่นร่วมกันเตะลูกไม่ให้ตกพื้น ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการแข่งขันในปัจจุบันที่ใช้ตาข่ายแบ่งแดนคล้ายกีฬาวอลเลย์บอล

  • สนาม: พื้นที่ 13.4 x 6.1 เมตร (ขนาดเท่าสนามแบดมินตันประเภทคู่)
  • ความสูงตาข่าย:
    • ชาย: 1.55 เมตร (1.52 เมตร ที่กึ่งกลางสนาม)
    • หญิง: 1.45 เมตร (1.42 เมตร ที่กึ่งกลางสนาม)
  • ลูกตะกร้อ: ทำจากพลาสติกสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) มี 12 รู และ 20 จุดตัด

นักตะกร้อระดับตำนานที่แฟนกีฬาต้องรู้จัก

1. สืบศักดิ์ ผันสืบ (“โจ้ หลังเท้า”)

นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย สืบศักดิ์ ผันสืบ

อดีตยอดนักตะกร้อตัวเสิร์ฟระดับตำนานเจ้าของฉายา “โจ้ หลังเท้า” ด้วยทักษะการเสิร์ฟด้วยหลังเท้าที่แม่นยำและรุนแรงจนหาตัวจับยาก เขาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมชาติไทยครองความเป็นหนึ่งในเวทีโลกมาอย่างยาวนาน ทั้งในรายการเอเชียนเกมส์และชิงแชมป์โลก สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตำแหน่งตัวเสิร์ฟจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

  • เริ่มติดทีมชาติครั้งแรก: พ.ศ. 2539 (รายการคิงส์คัพ ครั้งที่ 12)
  • เอเชียนเกมส์: กวาดเหรียญทองรวม 7 เหรียญ จากการแข่งขัน 4 ครั้ง (พ.ศ. 2541, 2545, 2549, 2553)
  • ซีเกมส์: ร่วมแข่งขัน 7 ครั้ง และคว้าเหรียญทองมาครองอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2540–2552

2. พรชัย เค้าแก้ว (“ซูเปอร์แมน”)

นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย พรชัย เค้าแก้ว

นักตะกร้อจอมเก๋าผู้เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จทีมชาติไทยอย่างแท้จริง ด้วยสถิติ เหรียญทองซีเกมส์กว่า 18 เหรียญ และ เอเชียนเกมส์ 10 เหรียญทอง เขาผ่านการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนานกว่า 5 สมัยในเอเชียนเกมส์ พรชัยโดดเด่นด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ซูเปอร์แมน” แห่งวงการตะกร้อไทย

  • จุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ: ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักและทำผลงานเหรียญทองต่อเนื่องในเอเชียนเกมส์ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา
  • สถิติสูงสุด: เป็นนักตะกร้อไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์รวมถึง 10 เหรียญ โดยทำผลงานกวาดเหรียญทองมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (สิ้นสุดสถิติสูงสุดในช่วง พ.ศ. 2566)
  • ซีเกมส์: คว้าเหรียญทองมามากมายตลอดช่วง พ.ศ. 2546–2558 และต่อเนื่องมาจนถึงช่วงท้ายของการเล่นอาชีพ

3. อนุวัฒน์ ชัยชนะ

นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย อนุวัฒน์ ชัยชนะ

หนึ่งในตัวฟาดมือวางอันดับต้นๆ ของเมืองไทยที่แฟนตะกร้อต่างยอมรับในเรื่องของ “ความดุดัน” ด้วยลีลาการฟาดที่หนักหน่วง ทรงพลัง และทักษะการพลิกแพลงที่หลากหลาย ทำให้เขาเป็นตัวทำคะแนนหลักที่คู่แข่งต้องหวาดกลัว เขาเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในหลายรายการ ทั้งระดับอาเซียนและระดับโลก โดยฝากผลงานไว้ในฐานะตัวฟาดที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

  • ยุคทอง: เป็นตัวฟาดตัวหลักในทีมชาติไทยช่วงปี พ.ศ. 2548–2560
  • รายการสำคัญ: มีบทบาทสำคัญในการช่วยทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองในรายการระดับทวีปอย่างเอเชียนเกมส์ (พ.ศ. 2553 ที่กวางโจว และ พ.ศ. 2557 ที่อินชอน) รวมถึงรายการชิงแชมป์โลก (คิงส์คัพ) หลายสมัย

4. ภัทรพงษ์ ยุพดี (“โน้ต ตีนตะขอ”)

นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย ภัทรพงษ์ ยุพดี

ตัวชงอัจฉริยะเจ้าของฉายา “โน้ต ตีนตะขอ” ผู้มีทักษะการชงลูกที่แม่นยำและนุ่มนวลราวกับจับวาง ทำให้ตัวฟาดของไทยสามารถเผด็จศึกคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย เขาอำลาทีมชาติในปี 2566 ด้วยผลงานชิ้นโบแดงจากการคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ถึง 8 สมัย และเหรียญทองซีเกมส์อีก 15 สมัย ถือเป็นตัวชงที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่วงการตะกร้อไทยเคยมีมา

  • ความสำเร็จระดับสูง: เป็นตัวชงมือหนึ่งที่ครองความยิ่งใหญ่ร่วมกับทีมชาติไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีส่วนร่วมในเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ปี พ.ศ. 2557 (อินชอน) และ พ.ศ. 2561 (จาการ์ตา-ปาเล็มบัง)
  • ปีอำลาทีมชาติ: ปิดฉากอาชีพการเล่นทีมชาติอย่างสวยงามด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ณ ประเทศกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นปีที่เขาฉลองวันเกิดอายุครบ 39 ปีพอดี

หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะเพียงพอให้น้องๆ ไปสืบค้นทำรายงานประวัติกีฬาตะกร้อส่งคุณครูกันต่อ และถ้าหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในกีฬาตะกร้อ สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวและประวัติได้ที่ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย

บรรณานุกรมและแหล่งอ้างอิง (References)

ข้อมูลอ้างอิงจากองค์กรกีฬาและแหล่งข้อมูลสากลที่ได้รับความเชื่อถือ:

Read More :

ใส่ความเห็น

I’m Panghoam

สวัสดีค่ะ -/\- ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ ช้อปเด็ก ดอท คอม รวมบทความไลฟ์สไตล์ที่เที่ยวครอบครัว ข่าวสารสุขภาพ รวมถึงแนะนำสินค้าเด็ก ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ ไปจนถึงเด็กแรกเกิด ฝากติดตามเว็บของแม่แป้งหอม ในนี้ และที่เพจ เลี้ยงลูกทำคอนเทนต์ด้วยนะคะ