อีกหนึ่งโรคที่ต้อง Swab ที่โรงพยาบาล จัดอยู่ในหมวดชุดตรวจหาเชื้อ PCR 21 ไวรัสทางเดินหายใจยอดฮิตที่ระบาดต่อจากโนโรไวรัสช่วงปลายปี 2568 คือ “พาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza)” แม้ว่าความรุนแรงจะเบากว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B แต่ความกวนใจก็ไม่มีใครอยากเป็น บทความนี้แม่ต้นหอมขอพาเพื่อนๆ มารู้จักกับโรคนี้ และแยกการรักษาอย่างถูกต้อง ก่อนที่ลูกจะเป็นหนักค่ะ
พาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) คืออะไร? เจาะลึกอาการ การรักษา และวิธีรับมือฉบับปี 2026
“พาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza)” อาการแรกเริ่มก็เหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่ความแตกต่างคือมันแสดงอาการหลังรับเชื้อ 2 – 7 วัน ซึ่งหากคุณแม่ไม่ได้สังเกต ก็อาจจะไม่รู้เลยว่าเป็นหวัดทั่วไป หรือหวัดจากพาราอินฟลูเอนซา
ถ้าหากเราตรวจด้วยการใช้ Swab 6 in 1 แล้วจะไม่เจอ เพราะตอนนี้ชุด Test Kit ที่ทำออกมาขายในเซเว่น ทำถึง HMPV และ PV เพราะการแยงจมูกกับความแม่นยำในการตรวจเชื้อไวรัสทางเดินหายใจบางโรคยังต้องใช้วิธีทางห้องปฏิบัติการ และอาศัยความเชี่ยวชาญของพี่พยาบาลช่วยแยงจมูก

สรุปอาการพาราอินฟลูเอนซา (HPIVs) คืออะไร?
พาราอินฟลูเอนซา คือกลุ่มเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทั้งส่วนบน (จมูกและคอ) และส่วนล่าง (หลอดลมและปอด) แม้ชื่อจะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ (Influenza) แต่ ไม่ใช่ตัวเดียวกัน และไม่มีความเกี่ยวข้องกันในเชิงพันธุกรรม
โดยทั่วไปเชื้อนี้แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก:
- HPIV-1 และ HPIV-2: มักเป็นสาเหตุหลักของโรค “ครูป” (Croup) หรืออาการทางเดินหายใจส่วนบนตีบ ทำให้หายใจลำบากและไอเสียงก้อง
- HPIV-3: มักเกี่ยวข้องกับโรคหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และปอดบวม (Pneumonia)
- HPIV-4: พบได้น้อยกว่าและมักก่ออาการไม่รุนแรง
อาการที่ต้องสังเกต
อาการของพาราอินฟลูเอนซามักจะปรากฏหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2-7 วัน โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับช่วงวัย:
- อาการทั่วไป: ไข้ขึ้นสูง, ไอ, เจ็บคอ, น้ำมูกไหล, คัดจมูก และเบื่ออาหาร
- อาการรุนแรง (มักพบในเด็กเล็ก): * ไอเสียงก้อง (Barking Cough): ไอเหมือนเสียงสุนัขเห่า หรือเสียงแมวน้ำ
- เสียงแหบ: เนื่องจากสายเสียงอักเสบ
- Stridor: เสียงดังวี๊ดขณะหายใจเข้า ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจตีบตัน
- หายใจเร็วหรือหอบ: หากเชื้อลงปอด
แนวทางการรักษาเมื่อพบว่าเป็นพาราอินฟลูเอนซา
ปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง และ ไม่มีวัคซีน สำหรับป้องกันพาราอินฟลูเอนซาโดยเฉพาะค่ะ ดังนั้นหลักการรักษาจึงเป็นการ “รักษาตามอาการ” (Supportive Care) เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อเอง ดังนี้
1. การดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเอง
- พักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างเต็มที่
- ดื่มน้ำมากๆ: ช่วยลดความข้นเหนียวของเสมหะ และชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการไข้
- ใช้ยาแก้ปวดลดไข้: เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ (หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพรินในเด็ก)
2. การรักษาทางการแพทย์ (กรณีอาการรุนแรง)
- การใช้พ่นยา (Nebulizer): หากมีอาการทางเดินหายใจตีบ แพทย์อาจสั่งพ่นยาขยายหลอดลมหรือยาลดบวม
- ยาสเตียรอยด์: ในกรณีของโรคครูป แพทย์อาจใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน
- การให้ออกซิเจน: หากผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเนื่องจากปอดบวม
- ยาปฏิชีวนะ: จะใช้ก็ต่อเมื่อแพทย์ตรวจพบว่ามีการ ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เท่านั้น (เนื่องจากยาปฏิชีวนะฆ่าไวรัสไม่ได้)
หากลูกของคุณไอนำ ไอตลอด หายใจเสียงวี๊ด แล้วไม่หายในช่วงไข้สัปดาห์แรกๆ ก็ควรพามาพบคุณหมอเพื่อให้ช่วยฟังเสียงปอด เพื่อติดตามอาการไม่ให้ลุกลามจนเป็นอาการปอดอักเสบนะคะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง


![[รีวิว]”บางใหญ่อิงลิชวิลเลจ” พาลูกเที่ยวแคมป์ที่สต๊าฟพูดภาษาอังกฤษตลอดทั้งทริป](https://shop-dek.com/wp-content/uploads/2026/02/cover-1.jpg?w=1024)


ส่งความเห็นที่ วิธีแก้อาการนอน กรน ด้วยตัวเอง อัปเดต 2026 สัญญาณอันตรายแบบไหนที่ต้องผ่าตัด? – www.SHOP-DEK.com ยกเลิกการตอบ