เมื่อเรามีอาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ ยาที่ชื่อว่า Amoxicillin (อะม็อกซีซิลลิน) มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ได้รับจากแพทย์หรือเภสัชกร แต่หลายคนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับยาชนิดนี้ โดยเฉพาะการเรียกสลับกับ “ยาแก้อักเสบ” วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยในทุกมิติ เพื่อการใช้ยาอย่างปลอดภัยและห่างไกลจากภาวะเชื้อดื้อยา
ยา Amoxicillin ฆ่าเชื้ออะไรได้บ้าง?

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ Amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory) ยานี้มีหน้าที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ โดยเชื้อที่ Amoxicillin สามารถจัดการได้มีดังนี้:
- ระบบทางเดินหายใจ: รักษาอาการคออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ และปอดบวมที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
- ระบบทางเดินปัสสาวะ: รักษาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบ
- ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน: รักษาแผลติดเชื้อ ตุ่มหนอง หรือฝีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ช่องปากและฟัน: มักใช้รักษาเหงือกอักเสบเป็นหนอง หรือใช้ป้องกันการติดเชื้อหลังถอนฟัน/ผ่าฟันคุด
- โรคอื่นๆ: ใช้ร่วมกับยาตัวอื่นเพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหารที่เกิดจากเชื้อ H. pylori
หมายเหตุสำคัญ: หากคุณเป็นหวัด มีน้ำมูก หรือเจ็บคอจากไวรัส (ซึ่งพบได้บ่อยกว่า) การกิน Amoxicillin จะ ไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย
ยา Amoxicillin 500 มีสรรพคุณอะไรบ้าง?
ยาขนาด 500 มก. (500 mg) เป็นขนาดมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับผู้ใหญ่ โดยมีสรรพคุณหลักคือ:
- ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย: ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตและตายลงในที่สุด
- ออกฤทธิ์กว้าง (Broad-spectrum): สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด ทั้งกลุ่มแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด
- ดูดซึมเร็ว: ยาสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและไปยังอวัยวะที่ติดเชื้อได้รวดเร็ว ทำให้ลดอาการบวม แดง หรือเป็นหนองที่เกิดจากการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยา Amoxicillin 500, 1000 กินยังไง?
การรับประทานยาให้ได้ระดับความเข้มข้นที่เพียงพอในการฆ่าเชื้อเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยปกติควรรับประทานดังนี้:
วิธีรับประทานทั่วไป
- Amoxicillin 500 mg: สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอาการติดเชื้อทั่วไป มักกินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 หรือ 3 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและคำสั่งแพทย์)
- Amoxicillin 1000 mg: มักใช้ในกรณีที่ต้องได้รับยาปริมาณสูง (High dose) หรือใช้ในรูปแบบเม็ดรวม (เช่น Amoxicillin + Clavulanic acid) โดยกินตามความถี่ที่แพทย์กำหนด
ข้อปฏิบัติในการกิน
ลืมกินยา: ให้รีบกินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลย ห้ามเบิ้ลยาเป็น 2 เท่าเด็ดขาด
กินตอนไหนก็ได้: ยานี้สามารถกินได้ทั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร เพราะอาหารไม่ส่งผลต่อการดูดซึม แต่ถ้าใครมักจะคลื่นไส้หลังกินยา แนะนำให้กินหลังอาหารทันที
ระยะเวลาที่เหมาะสม: หากกินวันละ 2 ครั้ง ควรห่างกันทุก 12 ชั่วโมง (เช่น 8.00 น. และ 20.00 น.) หากวันละ 3 ครั้ง ควรห่างกันทุก 8 ชั่วโมง
ยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ) Amoxicillin กินกี่วัน?
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ทำพลาดมากที่สุด การกินยาไม่ครบกำหนดคือสาเหตุหลักของ “เชื้อดื้อยา”
- ระยะเวลามาตรฐาน: โดยทั่วไปต้องกินติดต่อกันอย่างน้อย 5 ถึง 10 วัน (หรือตามที่ระบุไว้ในซองยา)
- ห้ามหยุดยาเอง: แม้จะกินไปเพียง 2-3 วันแล้วรู้สึกว่า “หายเจ็บคอแล้ว” หรือ “แผลแห้งแล้ว” ห้ามหยุดกินเด็ดขาดเพราะเชื้อแบคทีเรียอาจยังไม่ตายหมด ตัวที่เหลืออยู่จะพัฒนาตัวเองจนยาทั่วไปฆ่าไม่ได้ในอนาคต
- ความรุนแรงของโรค: หากเป็นการติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดบวม แพทย์อาจสั่งให้กินนานถึง 14 วัน หรือจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อ
ข้อควรระวังและผลข้างเคียง
ก่อนใช้ยา Amoxicillin ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งหากคุณมีประวัติ:
- แพ้ยาในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin): หากเคยมีอาการปากบวม ผื่นคัน ลมพิษ หรือหายใจลำบากหลังกินยา ต้องห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด
- โรคไต: อาจต้องมีการปรับลดขนาดยาลง
- การใช้ร่วมกับยาอื่น: ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดบางชนิด
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย หากอาการท้องเสียรุนแรงหรือมีมูกเลือดปน ควรหยุดยาและพบแพทย์ทันที
Amoxicillin เป็นยาที่มีประโยชน์มหาศาลหากใช้อย่างถูกวิธี และควรใช้ตามแพทย์สั่ง เหมาะสำหรับใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียมากกว่า ต้องกินให้ตรงเวลา กินให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วและรักษาประสิทธิภาพของยาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ ค่ะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง




ใส่ความเห็น