เมื่ออาการแพ้เริ่มมาเยือน เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือผื่นขึ้น หลายคนมักหยิบ ยาแก้แพ้ มาทานทันที แต่รู้หรือไม่ว่า “ยาแก้แพ้” แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ แบบง่วง กับ แบบไม่ง่วง และแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
ถ้าคุณเคยกินยาแล้วง่วงจนหลับคาโต๊ะทำงาน หรือไม่ง่วงแต่ก็ไม่หายขาดจากอาการแพ้ ลองมาทำความเข้าใจความแตกต่างของยาแก้แพ้ทั้ง 2 ประเภทนี้ให้ลึกขึ้น แล้วเลือกใช้ให้เหมาะกับร่างกายและไลฟ์สไตล์ของคุณ
ยาแก้แพ้คืออะไร?

ยาแก้แพ้ (Antihistamines) คือยาที่ช่วยยับยั้งการทำงานของ ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทำให้เรารู้สึกคัน จาม น้ำมูกไหล หรือลมพิษ ยาแก้แพ้จึงเป็นทางออกเบื้องต้นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
โดยยาแก้แพ้ที่มีขายในร้านขายยา สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. ยาแก้แพ้แบบง่วง (Sedating Antihistamines)
ยากลุ่มนี้เป็นกลุ่ม “ดั้งเดิม” ที่มีใช้มานาน และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะให้ผลในการบรรเทาอาการได้ดีมาก โดยเฉพาะอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก และผื่นคัน
ตัวอย่างยาที่อยู่ในกลุ่มนี้:
- คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
- ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine)
- ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate)
- ไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine)
- บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine)
คุณสมบัติเด่น:
- ออกฤทธิ์เร็ว ช่วยลดน้ำมูกและอาการคันได้ดี
- ใช้บรรเทาอาการเมารถเมาเรือ
- ราคาย่อมเยา
ข้อเสียและข้อควรระวัง:
- ทำให้ง่วงซึมมาก ควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือควบคุมเครื่องจักร
- อาจทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า และน้ำหนักตัวเพิ่ม
- ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
- ส่งผลต่อความจำในผู้สูงอายุ
2. ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (Non-Sedating Antihistamines)
ยากลุ่มใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อเสียของยากลุ่มดั้งเดิม โดยทำให้ผ่านเข้าสู่สมองได้น้อย จึงลดผลข้างเคียงเรื่อง “ง่วงซึม” ได้ดี
ตัวอย่างยาที่อยู่ในกลุ่มนี้:
- เซทิริซีน (Cetirizine)
- เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine)
- ลอราทาดีน (Loratadine)
- เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine)
คุณสมบัติเด่น:
- ไม่ทำให้ง่วง หรือทำให้ง่วงน้อยมาก
- เหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานหรือขับรถ
- รับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง
ข้อเสียและข้อควรพิจารณา:
- ลดน้ำมูกได้ไม่ดีเท่ายากลุ่มดั้งเดิม
- ราคาอาจสูงกว่าเล็กน้อย
- ยังอาจทำให้เกิดอาการปากแห้ง แต่พบน้อยกว่ากลุ่มง่วง
เปรียบเทียบ ยาแก้แพ้แบบง่วง vs ไม่ง่วง
| ประเด็น | แบบง่วง (ดั้งเดิม) | แบบไม่ง่วง (กลุ่มใหม่) |
|---|---|---|
| อาการง่วงซึม | ง่วงมาก | ไม่ง่วง หรือ ง่วงน้อยมาก |
| ความสามารถในการลดน้ำมูก | ดีมาก | ปานกลาง |
| ผลข้างเคียงอื่น ๆ | ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า | พบน้อยกว่า |
| ความถี่ในการกิน | ทุก 4–6 ชั่วโมง | วันละครั้ง |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่ต้องการผลรวดเร็ว ไม่ต้องทำงานหนัก | ผู้ทำงาน ขับรถ หรือเรียนหนังสือ |
แล้วเราควรเลือกใช้แบบไหนดี?
การเลือกใช้ยาแก้แพ้ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
- อาการแพ้หนักแค่ไหน
- ต้องทำงานที่ใช้สมาธิไหม
- เคยมีผลข้างเคียงจากยาแบบไหนหรือเปล่า
- เด็ก ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ตัวอย่าง:
- ถ้าคุณมีน้ำมูกไหลแรงและไม่ได้ขับรถ: ใช้ยาแบบดั้งเดิม เช่น คลอเฟนิรามีน
- ถ้าแพ้อากาศตอนเช้าแต่ต้องไปทำงาน: ใช้ยาแบบไม่ง่วง เช่น ลอราทาดีน
ยาแก้แพ้ทั้งแบบง่วงและไม่ง่วงมีบทบาทของตัวเอง ต่างก็มีข้อดี–ข้อเสียที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจึงควรเลือกใช้ตามลักษณะอาการ และไม่ควรใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ภญ.นันทพร เล็กพิทยา. “รู้จักยาแก้แพ้แบบง่วง และไม่ง่วง ต่างกันอย่างไร.” คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Read More :


![[รีวิว]”บางใหญ่อิงลิชวิลเลจ” พาลูกเที่ยวแคมป์ที่สต๊าฟพูดภาษาอังกฤษตลอดทั้งทริป](https://shop-dek.com/wp-content/uploads/2026/02/cover-1.jpg?w=1024)


ใส่ความเห็น